ไม่อยากเป็นฝ้า กินอาหารอะไรช่วยดี

ฝ้าเป็นโรคผิวหนังที่รักษายาก เพราะเกิดจากการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติจากเซลล์ชื่อ melanocyte เมื่อปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เม็ดสีเข้มที่ผิวหนังมากขึ้น ๆ และอาจขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ที่เป็นฝ้าสูญเสียความมั่นใจในการแต่งหน้า และต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการทำเลเซอร์รักษาด้วย การรับประทานอาหารหลายชนิดจะมีสารที่ดีตามธรรมชาติ มีฤทธิ์ในการป้องกันฝ้าบนผิวหน้าได้ เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง 1. ส้มสด ผลส้มโดยธรรมชาติจะมีเส้นใยสีขาวบาง ๆ ที่คั่นระหว่างกลีบส้ม ส่วนนี้นอกจากให้เส้นใยไฟเบอร์ที่เป็นประโยชน์ในการกระตุ้นระบบขับถ่ายแล้ว ยังช่วยให้ดูดซึมวิตามินซีที่มีในผลส้มได้อย่างเต็มที่ขึ้นด้วย ซึ่งวิตามินซีมีฤทธิ์ในการช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใส เราแนะนำให้รับประทานส้มสดทั้งลูกอย่างน้อยวันละ 1 ผล จะช่วยให้ลดความเสี่ยงการเป็นฝ้าได้ 2. ผลเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น ราสเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ มีสารกลุ่มวิตามินซีและสารแอนโธไซยานิน ที่มีการวิจัยพบว่ามีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ลดความหมองคล้ำของเซลล์ผิวได้อย่างเห็นผล ที่สำคัญ หากรับประทานเป็นประจำยังช่วยเสริมการไหลเวียนของเลือด ทำให้ใบหน้าดูสดใสจากภายในและลดริ้วรอย จึงทำให้ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงด้วย หากคุณไม่สามารถหาเบอร์รี่สดรับประทานได้บ่อย ๆ เหมือนผลส้ม แนะนำให้ดื่มเป็นน้ำผลไม้สกัดเข้มข้นที่มีจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำก็ได้เช่นกัน 3. มะเขือเทศ เป็นที่ทราบกันว่ามะเขือเทศมีสารไลโคปีนที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งหลายคนนิยมรับประทานแบบสดเป็นอาหารว่าง หรือจะรับประทานเป็นผักสลัดคู่กับเนื้อปิ้งย่างก็ได้ ทั้งนี้ การบริโภคเป็นน้ำมะเขือเทศคั้นสดหรือแบบบรรจุกล่องเข้มข้น 100 เปอร์เซ็นต์ก็ให้ประโยชน์ดีในการชะลอการเป็นฝ้าได้เช่นกัน 4. แอปเปิล มีคำกล่าวของต่างประเทศว่า […]

ปัญหาโรคผิวหนัง ที่มาจากการใช้มือถือ

การใช้โทรศัพท์มือถือนับว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคน ซึ่งมีการวิจัยพบว่าเราใช้โทรศัพท์มือถือมาก 6-10 ชั่วโมงต่อวัน จึงทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้ ซึ่งในบทความนี้ เราได้รวบรวมโรคผิวหนังที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือมาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านระวังมากขึ้น ดังนี้ 1. โรคสิว มีการวิจัยพบว่า แบคทีเรียที่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือมากกว่าในห้องน้ำถึง 18 เท่า เพราะเรามีการหยิบจับอาหาร รองเท้า กระเป๋า สัตว์เลี้ยง ฯลฯ โดยไม่ได้ล้างมือก่อนการหยิบจับมือถือต่อ ทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียไปที่ใบหน้าเมื่อใช้โทรศัพท์คุยแนบหน้า หรือหากมีการใช้มือลูบใบหน้าก็ทำให้เกิดสิวติดเชื้ออักเสบได้ง่ายตามมาด้วย 2. ความด่างดำและสีผิวหมองคล้ำ การใช้โทรศัพท์มือถือต่อเนื่องยาวนาน อาจกระตุ้นการหลั่งสารเมลานินจากเซลล์เม็ดสีใต้ผิวหนังทำให้เกิดลักษณะผิวหนังคล้ำเป็นฝ้ากระบริเวณที่สัมผัสมือถือบ่อย ๆ วิธีการลดปัญหานี้ คือ ควรใช้ระบบลำโพงพูดแทนการแนบใบหน้ากับเครื่อง หรือใช้การพิมพ์แทนการพูดโทรศัพท์ นอกจากนี้ ควรทาครีมกันแดด หรือครีมลดความหมองคล้ำสูตรผสมวิตามินซีเป็นประจำด้วย 3. ริ้วรอยรอบดวงตา การใช้โทรศัพท์มือถือในที่แสงสลัวหรือการเพ่งตัวอักษรขนาดเล็ก จะทำให้มีการหรี่ตาอ่านหรือขมวดคิ้วบ่อยขึ้นกว่าปกติ ทำให้เกิดริ้วรอยดูแก่กว่าวัยได้ง่าย การแก้ปัญหา คือ การใช้โทรศัพท์มือถือในที่มีแสงสว่างเพียงพอ ปรับหน้าจอให้ตัวอักษรใหญ่อ่านสบายตาขึ้น และควรบำรุงรอบดวงตาด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สูตรลดริ้วรอยทุกวันเช้าและเย็น 4. รอยคล้ำใต้ดวงตา เกิดจากแสงสีฟ้าที่โทรศัพท์มือถือปล่อยออกมา ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารเมลาโทนินที่ร่างกายสร้างในช่วงเวลากลางคืนเพื่อให้เราหลับได้สนิท ผู้ที่เล่นโทรศัพท์เวลาดึก จึงมักมีอาการนอนหลับไม่สนิทและมีรอยคล้ำใต้ดวงตาง่าย นอกจากนี้ยังเกิดจากการใช้สายตาเพ่งหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ จึงควรจำกัดระยะเวลาในการเล่นโทรศัพท์ไม่ให้นานเกินไป […]